Greet TV

ยินดีต้อนรับสู่ Greet TV

      ารแข่งขันตลาดแรงงาน คนจบมหาวิทยาลัยแต่ละปีไม่ต่ำกว่าหมื่นคน แต่องค์กรต่างๆ เปิดรับพนักงานประมาณ 1,000 ตำแหน่งหรือน้อยกว่านั้น ถ้าคุณอยากเป็นผู้ถูกเลือกให้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์งานกับองค์กรต่างๆ คุณก็ต้องเตีรยมตัวให้พร้อมก่อนไปสมัครงาน

ด่านแรกที่องค์กรหรือบริษัทจะใช้พิจารณาผู้สมัครคือ เอกสารที่คุณส่งมายังองค์กรหรือบริษัทซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณา โดยเอกสารที่ใช้ในการสมัครงานทั่วไป มี 3 อย่างด้วยกัน

  1. ประวัติย่อ (Resumé)
  2. จดหมายสมัครงาน
  3. ใบสมัครงาน

ในหนังสือวิธีสมัครงานหรือเปลี่ยนงาน เพื่อให้ได้งานที่ตรงกับความสามารถและความต้องการของตนเองมากที่สุดของ ดร. นวลศิริ เปาโรหิตย์ ได้แนะนำ “เทคนิคการเขียนเอกสารสมัครงาน” ไว้ดังนี้

1. ประวัติย่อที่มีประสิทธิภาพ

      การเขียนประวัติย่อหรือเรซูเม่คือ การรวบรวมเอาประสบการณ์ในอดีตที่เด่นของคุณมาเขียนไว้อย่างย่อๆ คล้ายการโฆษณาตัวเอง เพื่อให้คุณได้งานทำ ดังนั้นคุณต้องทำพิถีพิถัน และถูกต้อง เอกสารที่ดีไม่ควรเกิน 2 หน้ากระดาษ โดยเรซูเม่จะประกอบด้วยEX_Resume

  • ชื่อ ที่อยู่ เลขหมายโทรศัพท์ และ e-mail
  • จุดมุ่งหมายในงานอาชีพ (เป้าหมายชีวิตการทำงานของคุณระยะยาว)
  • ประสบการณ์ (สรุปความสามารถของผู้สมัคร คุณต้องดึงเอาแต่ประสบการณ์ที่รู้สึกว่าเป็นผลสำเร็จของคุณจริงๆ รวมทั้งคนข้างเคียงก็มีความชื่นชมในสิ่งนี้ด้วย โดยเฉพาะถ้าประสบการณ์นั้นมีผลต่อหน่วยงานที่คุณปฏิบัติงานอยู่ละก็ รีบชี้ให้เห็นทันที)
  • ประวัติการทำงาน
  • ประวัติการศึกษา
  • ข้อมูลส่วนตัว (อายุ เพศ สุขภาพ สถานภาพการแต่งงาน งานอดิเรก ทักษะพิเศษอื่นๆ)
  • ผู้รับรอง (บุคคลที่ผู้สมัครรู้จักและจะให้คำรับรองในตัวผู้สมัครเป็นอย่างดี)

2. จดหมายสมัครงานที่น่าสนใจ

    หลักเกณฑ์คร่าวๆ ในการเขียนเพื่อให้ได้ข้อความกระทัดรัด พอดี ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป มีขั้นตอนในการเขียนเป็นช่วงๆ ดังต่อนี้EX_Cover Letter

ขั้นที่ 1 หัวจดหมายและคำขึ้นต้นของผู้รับจดหมาย

  • ชื่อและที่อยู่ของผู้สมัครเขียนเยื้องไปทางมุมขวามือของกระดาษเล็กน้อย และถ้ามี e-mail ให้ใส่ไว้
  • คำขึ้นต้นของผู้รับจดหมายจะอยู่ด้านซ้ายมือเริ่มจาก “เรื่อง” “เรียน” สิ่งที่อ้างถึง” และ “สิ่งที่ส่งมาด้วย”

ขั้นที่ 2 กระตุ้นความสนใจ

      ย่อหน้าแรกของจดหมายควรเป็นการอ้างอิงถึงแหล่งที่มาของข่าวที่ทำให้คุณสนใจสมัครงาน ระบุตำแหน่งที่ต้องการสมัครงาน และความรู้เกี่ยวกับบริษัท คุณต้องพยายามปรับคุณลักษณะของคุณให้ตรงกับความต้องการของเขาให้ได้มากที่สุด

ขั้นที่ 3 ประสบการณ์ทางการศึกษาและอาชีพ

      เขียนลักษณะคล้ายกับเรซูเม่ แต่ไม่ละเอียดเท่าและไม่ต้องมีรูปแบบที่ตายตัว ให้เขียนประสบการณ์เด่นของคุณที่ส่งผลดีต่อบริษัท

ขั้นที่ 4 การเขียนข้อมูลส่วนตัว

      อายุ เพศ สุขภาพ สถานภาพการแต่งงาน งานอดิเรก ทักษะพิเศษอื่นๆ คล้ายกับการเขียนเรซูเม่

ขั้นที่ 5 ขอเข้าพบนายจ้าง

      เป็นย่อหน้าสุดท้ายของจดหมาย ให้เขียนสั้นๆ เพียงต้องการขอเข้าพบนายจ้าง เพื่อขอโอกาสสัมภาษณ์ และกล่าวขอบคุณว่าเขาจะให้โอกาสเราเข้าพบ ส่วนคำลงท้ายให้ใส่ว่า “ขอแสดงความนับถืออย่างสูง”

      ทั้งนี้ความยาวจดหมายไม่ควรเกิน 2 หน้ากระดาษ ต้องระวังความสะอาด เซ็นชื่อด้วยปากกาสีดำหรือสีน้ำเงิน ภาษาต้องแสดงความเชื่อมั่นในตัวเอง โดยไม่โอ้อวดหรือถ่อมตัว หรือแสดงความมีปมด้อยต่างๆ ในตนเอง หลังจากส่งจดหมายไป 1 – 3 สัปดาห์ ถ้าไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัท คุณควรมีการติดตามผล

3. การกรอกใบสมัครงาน

  • อ่านคำสั่งหรือถ้ามีคำแนะนำใดๆ ก็ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยเคร่งครัด
  • การกรอกใบสมัครควรทำอย่างเรียบร้อย ลายมือขอให้อ่านออก ควรเขียนตัวบรรจง และใช้ปากกาสีน้ำเงินหรือสีดำเท่านั้น
  • เพื่อประกันการขูดขีด ข่วน ฆ่าข้อความ คุณควรคิดให้รอบคอบก่อนเขียน
  • ในเรื่องของการกรอกใบสมัครอย่างรอบคอบนี้ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง ในกรณีที่เป็นการกรอกฟอร์มภาษาอังกฤษ คุณควรจะเตรียมตัวไปให้พร้อมพอสมควร รู้ความหมายของคำศัพท์และเขียนกรอกไปให้ถูกต้อง
  • ในการกรอกใบสมัครนั้น คุณควรพยายามกรอกให้ครบทุกช่อง
  • ถ้าคุณยังเขียนเอกสารประวัติย่อไม่เป็น (เอกสารประวัติย่อเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ CV หรือ Curriculum Vitae) ให้คุณหัดเขียนให้เป็นเรซูเม่ที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณ และแนบกับใบสมัครทุกครั้งจะทำให้นายจ้างได้รู้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับตัวคุณ
  • ในเรื่องของ “ตำแหน่งงานที่สมัคร” นั้น ถ้าคุณใส่ตำแหน่งงานที่ต้องการลงไปเลย อาจเป็นการจำกัดตนเองไปสักหน่อย คุณควรเปิดโอกาสให้ตนเองได้รับพิจารณาในตำแหน่งอื่นๆ ด้วย
  • คำถามเกี่ยวกับ “เงินเดือน” คุณควรบอกอัตราเงินเดือนเป็นช่วงๆ แทนการบอกจำนวนตายตัวลงไป
  • ในกรณีที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว แต่อยากเปลี่ยนงาน คุณอาจจะต้องกรอกในช่วง “สาเหตุของการออกจากงาน” การจะเขียนข้อความอย่างใดในช่องนี้ ขอให้ทำด้วยความระมัดระวังเพราะอาจเป็นผลเสียต่อตัวผู้สมัครเองได้
  • สำหรับบุคคลที่เราจะนำมาใช้อ้างอิงในใบสมัครงานนั้น ควรจะเป็นบุคคลที่ผู้สมัครรู้จัก และชอบในตัวผู้สมัครมากพอที่จะพูดถึงสิ่งที่ดีงามของผู้สมัครได้ สำหรับผู้ที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย อาจขอให้อาจารย์ที่คุณรู้จักมาเป็นผู้รับรองในตัวคุณก็ได้
  • ในเรื่องเกี่ยวกับความพร้อมในการทำงานนั้น ถ้าคุณยังต้องคอยไปก่อนสักระยะหนึ่งก็เขียนให้ชัดเจน เช่น สามารถทำงานได้ในวันที่…………. หรือ ทำได้ในทันทีที่เรียกตัว เป็นต้น
  • เมื่อกรอกใบสมัครเสร็จเรียบร้อย คุณควรจะนำใบสมัคร เรซูเม่ และเอกสารอื่นๆ ที่ทางบริษัทต้องการ มอบให้บริษัทไปเพื่อรอคอยผลการคัดเลือกจากหน่วยงานอีกครั้งหนึ่ง

               นักสมัครงานมือใหม่ควรรู้

Sources:

  • Acharn Pittha Pongpradit
  • “Writing Techniques for Job Application”, written by Dr.Nuansiri Paorohit
  • Seventeen Career special issue 2007

เรียบเรียงโดย ภัทรสุดา สุกปลั่ง

เขียนโดย pattarasuda_soo เวลา August - 25 - 2010 Beauty Story Beauty Story 4

Leave a Reply


  • Tag Cloud