Greet TV

ยินดีต้อนรับสู่ Greet TV

Let’s talk..ฉบับที่ 91

 

clip_image002

        การปล่อยอารมณ์และจิตใจให้ผ่อนคลาย จะช่วยบำบัดให้สุขภาพร่างกายของเราปรับสมดุลย์ได้ด้วยนะคะ อย่างที่หลายคนเรียกกันว่า “ธรรมชาติบำบัด” อย่างการนั่งสมาธิ หลายคนนึกและเข้าใจไปเองว่า การนั่งสมาธิเป็นเรื่องของผู้สูงอายุหรือผู้ถือศีลเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว การนั่งสมาธินั้นเหมาะกับทุกเพศทุกวัยค่ะ

        โดยปกติแล้ว "สมาธิ" มีหลายประเภท แต่สมาธิที่ฝึกง่ายที่สุด ประหยัดเวลา และได้ผลที่สุดตามที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ปฏิบัติ ก็คือ "อานาปานสติ" หรือการกำหนดลมหายใจเข้าออก ที่เราส่วนใหญ่ก็เคยได้ยินกันมาบ้างแล้วนั่นเองค่ะ ละเมียดศรีจะขอบอกประโยชน์ของการฝึกสมาธิกันก่อน เพื่อเป็นแรงจูงใจก่อนที่จะบอกหลักการฝึกสมาธิเบื้องต้นแบบง่ายๆ ให้คุณผู้อ่านได้ทราบกันนะคะ

ประโยชน์จากการฝึกสมาธิ

  1. ส่งผลให้จิตใจผู้ทำสมาธิ สงบและระงับอารมณ์โมโห อารมณ์ร้ายต่างๆ ได้ เพราะการฝึกสมาธิช่วยให้จิตสงบนิ่งมากขึ้น และเมื่อจิตสงบนิ่งแล้วจะมีพลังยับยั้งการกระทำทางกาย วาจา ใจได้อีกทั้งยังช่วยให้หลับสบายคลายกังวล ไม่ฝันร้าย
  2. ช่วยพัฒนาให้มีบุคลิกภาพดีขึ้น กระปรี้กระเปร่า สง่าผ่าเผย มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น มีความจำดีขึ้น รอบคอบมากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเล่าเรียนและการทำงานดีขึ้น
  3. ช่วยคลายเครียด และลดความเครียดที่จะเข้ามากระทบจิตใจได้ เมื่อเราไม่เครียด ร่างกายก็จะหลั่งสารทำให้เกิดความสุข ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะมีภูมิต้านทานเชื้อโรค ผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิจะมีความดันอัตราการหายใจลดลง หัวใจเต้นช้าลง คลื่นสมองช้าและเป็นระเบียบขึ้น การเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง ส่งผลให้มีสุขภาพดีและช่วยบำบัดโรคได้ โดยเฉพาะหากปฏิบัติร่วมกับการออกกำลังกาย

ก่อนฝึกสมาธิ

        ควรอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อน เพื่อให้ตัวรู้สึกสบายมากที่สุด เมื่อร่างกายสงบ จิตใจจะสงบได้ง่ายขึ้น จากนั้นหาสถานที่สงบ ไม่มีคนพลุกพล่านจอแจ อากาศถ่ายเท เย็นสบาย เพื่อให้เข้าถึงสมาธิได้เร็วมากขึ้น และควรพยายามตัดความกังวลทุกอย่างออกไปเพื่อไม่ให้ห่วงหน้าพะวงหลัง

ที่สำคัญอย่าตั้งใจมากเกินไปว่าจะต้องฝึกสมาธิให้ได้ขั้นนั้น ขั้นนี้ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความเคร่งเครียดมากขึ้น จิตใจจะพะวงไปแต่อนาคต ไม่สามารถควบคุมจิตใจให้อยู่ ณ ปัจจุบันได้ค่ะ

หลักการฝึกสมาธิ ควรปฏิบัติตนดังนี้

  1. กราบบูชาพระรัตนตรัย ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ เพื่อเป็นการเตรียมตัวเตรียมใจ
  2. ควรนั่งทำสมาธิในท่าขัดสมาธิ นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดนิ้วหัวแม่มือซ้าย วางไว้บนตัก หลังตรง ศีรษะตรง ไม่ควรนั่งพิงเพราะจะทำให้ง่วงได้ง่าย กรณีเป็นคนป่วยหรือคนที่ไม่สามารถนั่งท่าขัดสมาธิได้ ก็สามารถนั่งบนเก้าอี้แทนได้ค่ะ
  3. ส่งจิตไปให้ทั่วร่างกาย ว่ามีกล้ามเนื้อส่วนใดเกร็งอยู่หรือไม่ แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น พยายามกำหนดลมหายใจเข้าออกให้ลึกๆ มี "สติ" อยู่กับลมหายใจ ตรงจุดที่ลมกระทบปลายจมูก
  4. เมื่อเริ่มฝึกสมาธิ ควรใช้เวลาแต่น้อยก่อน เช่น 5-15 นาที แล้วจึงค่อยเพิ่มระยะเวลาขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจค่อยๆ ปรับตัวตาม หากรู้สึกปวดขาหรือเป็นเหน็บให้พยายามอดทนให้มากที่สุด หากทนไม่ไหวจึงค่อยขยับ แต่ควรขยับให้น้อยที่สุดเพราะการขยับแต่ละครั้งจะทำให้จิตใจกวัดแกว่ง ทำให้สมาธิเคลื่อนได้ แต่ถ้าหากอดทนจนอาการปวด หรือเป็นเหน็บเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว อาการเหล่านั้นจะหายไปเอง แล้วจะเกิดความรู้สึกเบาสบายขึ้นมาแทนที่
  5. หากเกิดเสียงดังขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเสียงคนพูด เสียงสิ่งของกระทบกัน ให้ถือว่าไม่ได้ยินอะไร อย่ากลัวและอย่าไปใส่ใจ เพราะทั้งหมดเป็นอาการของจิตที่เกิดขึ้น ให้ตั้งสติเอาไว้ในมั่นคง ทำจิตใจให้ปกติ หากเห็นภาพที่น่ากลัวให้สวดแผ่เมตตาให้สิ่งเหล่านั้น หรือนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรายึดไว้เป็นที่พึ่งทางใจ ถ้าภาพเหล่านั้นไม่หายไป ให้ตั้งสติเอาไว้ หายใจยาว ๆ แล้วถอนสมาธิออกมา เมื่อจิตใจมั่นคงเป็นปกติแล้ว จึงค่อยทำสมาธิใหม่อีกครั้ง โดยควรสวดมนต์ไหว้พระ อธิษฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองการปฏิบัติของเราด้วย
  6. เมื่อจะออกจากสมาธิ ให้สังเกตดูว่าใจของเราเป็นอย่างไร แล้วแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย อุทิศส่วนกุศลที่ได้จากการทำสมาธินั้นให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณของเรา แล้วค่อย ๆ ถอนสมาธิและ ลืมตาขึ้นค่ะ

        "สมาธิ" จะมีประโยชน์ทางด้านจิตใจแล้ว "สมาธิ" ยังมีประโยชน์โดยตรงต่อสุขภาพด้วย ยังไงก็ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะ

เรียบเรียงโดย : ละเมียดศรี ^^,

อ้างอิงข้อมูลจาก : http://health.kapook.com/view17660.html

รูปภาพจาก : http://www.gejisiam.com/board-748

เขียนโดย ornpimon_phu เวลา October - 8 - 2012 Let's talk

Leave a Reply


  • Tag Cloud